1. ผลต่อผิวหนังและความสวยงามcosmetic side effect เช่น ใบหน้าบวมกลมเหมือนพระจันทร์ (Moon face) แก้มแดง มีผิวบางแตกท้องลาย (Purplish stria) ผิวหนังบางลง เวลาเกิดการกระแทกจะมีแผลฟกช้ำง่าย อาจมีโหนกที่หลังคอ (Buffalo hump) มีสิวที่หน้า หรือสังเกตมีลักษณะขนดก โดยเฉพาะใบหน้าและตามตัวแขนขา (Hirsutism) แต่ข้อดีในกลุ่มนี้ก็คือ หลังจากหยุดใช้ยา โดยเฉลี่ย 3-6 เดือน ลักษณะความผิดปกติต่างๆ เหล่านั้น สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้
2. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเร็ว อ้วน ยาสเตียรอยด์เพิ่มความอยากอาหารทำให้กินเก่งขึ้น มีน้ำหนักเกินผิดปกติ ทั้งนี้ยายังมีผลต่อการสะสมไขมันตามร่างกายที่ผิดปกติไป ทำให้มีการสะสมของไขมันตามส่วนแกนกลางร่างกาย คือ ใบหน้า หลังคอ หน้าท้อง เว้นแขนขา แต่หากมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่วนไขมันที่สะสมก็จะเห็นผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย
3. ผลต่อการเจริญเติบโตมีผลต่อฮอร์โมนทำให้กดการเจริญเติบโต ลูกจะตัวเตี้ย ไม่สูง ทั้งนี้เกิดจากผลที่ยาไปยับยั้งการสร้างและหลั่ง Growth Hormone ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโต และยับยั้งฮอร์โมนที่ไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก แต่ทั้งนี้ Nephrotic syndrome เอง ก็สามารถทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีได้ เพราะการสูญเสียฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตไปทางปัสสาวะ โดยเฉพาะกลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี หรือดื้อยา ทำให้ต้องมีการใช้สเตียรอยด์ในระยะยาวนานกว่าปกติ
4. กดภูมิคุ้มกันของร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย ซึ่งเป็นผลจากยาเองที่มีฤทธิ์ไปกดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ รวมทั้งกดต่อมหมวกไตและแกนการทำงานของระบบหมวกไต ทำให้ตอบสนองต่อการติดเชื้อผิดปกติ หรือจากการที่โปรตีนรั่วนี้เองที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ไม่ดีในการกำจัดเชื้อโรค ดังนั้นในผู้ป่วยโปรตีนรั่วทุกคนจะได้รับคำแนะนำถึงวิธีการป้องการติดเชื้อและการดูแลระหว่างที่มีการติดเชื้อร่วมด้วยเสมอ เพราะการติดเชื้อเป็นสาเหตุหลักของการกลับเป็นซ้ำบ่อยและทำให้ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี
5. ความดันโลหิตสูงเกิดจากสเตียรอยด์ส่วนเกินที่มาจากตัวยาเอง ทำให้มีการกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนที่ไตส่วนควบคุมความดัน ให้ทำงานมากผิดปกติและทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แต่หลังจากลดขนาดของสเตียรอยด์ให้ต่ำลง ระดังความดันโลหิตก็จะค่อยๆ ลดลง และกลับสู่ปกติได้ ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีการให้ยา ชนิด ขนาดยาที่ให้และ ระยะเวลาที่ให้ร่วมด้วย
6. เบาหวานไขมันในเลือดสูง มีผลต่อกลไกเมตาบอลิกของร่างกาย ทำให้กลไกการผลิตและการนำน้ำตาลไปใช้มีความผิดปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานจากการชักนำของยาได้ ส่วนกลไกที่มีผลต่อไขมันก็ลักษณะคล้ายๆ กัน และยังมีการทำให้มีการสะสมไขมันตามร่างกายที่ผิดปกติร่วมด้วย ทำให้มีโหนกที่หลัง (buffalo hump) หรือมีไขมันสะสมตามหน้าท้อง ใบหน้า รวมถึงอวัยวะภายในช่องท้องด้วย
7. กล้ามเนื้ออ่อนแรงในกลุ่มยาที่ใช้สำหรับการรักษาอาการด้วยสเตียรอยด์ ที่ชื่อว่า Prednisolone เป็นหลัก ซึ่งปกติเกิดผลข้างเคียงตรงนี้น้อย โดยมากมักจะเกิดในกลุ่มสเตียรอยด์ที่ใช้ในการฉีด เช่น Dexamethasone มากกว่า ซึ่งมักทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การฝ่อตัวหรือมีการทำลายกล้ามเนื้อฉับพลันได้ ดังนั้นในกลุ่มที่ใช้ Prednisolone จึงมักไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อนด้านนี้นัก
8. กระดูกบาง กระดูกพรุนจากผลของยาที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์เร่งการสลายของกระดูกมากกว่าปกติ และลดอัตราการสร้างเซลล์กระดูก ทำให้มีอัตราการทำลายกระดูกมากกว่าการสร้างตามปกติ มีผลให้กระดูกบางและเกิดกระดูกพรุนได้ แพทย์จึงมักจะให้แคลเซียมและแนะนำให้ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงร่วมด้วย
9. ผลต่อสายตาและการมองเห็นเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกหรือต้อหิน สามารถเกิดขึ้นได้และจะมีอาการเหมือนผู้สูงอายุที่เป็นต้อกระจกหรือต้อหิน ในเด็กมีแนวโน้มที่จะมีผลข้างเคียงต่อการเกิดต้อกระจกและต้อหินได้ง่ายกว่าโดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้สเตียรอยด์ระยะยาว ดังนั้นในกลุ่มที่ได้รับยาในระยะยาว แนะนำให้ตรวจตาทุกปี
10. ผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยน อาจจะหงุดหงิดง่าย หรือก้าวร้าวขึ้น ในเด็กบางราย บางครั้งในเด็กเล็กๆ อาจจะดูก้าวร้าว ซึ่งพ่อ แม่ต้องเข้าใจลูก นอกจากนั้นในวัยรุ่น ยายังมีผลข้างเคียงต่อความสวยงามด้วย ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกสำคัญสำหรับเด็กกลุ่มนี้มาก หากรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อจิตใจ เกิดภาวะซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเองและมีปัญหาในการเข้าสังคมได้ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนมากที่เกิดอาการด้านอารมณ์จากยาสเตียรอยด์ จะสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้ และมีเพียงส่วนน้อยที่จะมีภาวะแทรกซ้อนนี้แบบรุนแรง
ดังนั้นในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาสเตียรอยด์ค่อนข้างมาก ก็จะมีการพิจารณากลุ่มยากดภูมิคุ้มกันตัวอื่นเข้ามาร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงและโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของสเตียรอยด์ที่เพิ่มมากขึ้น
การรักษา อาการโปรตีนรั่วเนฟโฟรติก จึงจำเป็นต้องติดตามผลการรักษา การเฝ้าระวังภาวะติดเชื้อ รวมถึงผลข้างเคียงจากยาร่วมด้วย ดังนั้นการติดตามอาการรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ได้การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและได้รับผลข้างเคียงจากยาน้อยที่สุดจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ปกครองเองหากเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ มารับการรักษาตามนัดอย่างต่อเนื่อง