เนื่องจากเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ มีการแพร่ระบาดสลับหมุนเวียน ทำให้ในแต่ละปีมีสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแตกต่างกันออกไป ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อไวรัสเดงกีได้มากกว่า 1 ครั้ง กรณีติดเชื้อครั้งที่ 2 เกิดจากสายพันธุ์ที่แตกต่างจากครั้งแรก อาจมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
โดยอาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะไข้สูง (febrile phase)
อาการไข้เลือดออก ระยะแรก เป็นระยะไข้สูงลอยแบบเฉียบพลัน มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส นานติดต่อกัน 2-7 วัน ระยะนี้มักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ และมักมีอาการร่วมด้วย คือ
- ปวดศีรษะ
- ปวดเบ้าตา
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เบื่ออาหาร
- ปวดข้อ ปวดกระดูก
- มีจ้ำเลือดบริเวณผิวหนัง
2. ระยะวิกฤติ (critical phase)
หลังระยะไข้สูงประมาณ 3-7 วัน ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อก หมดสติ หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิต โดยมีอาการที่เกิดขึ้นได้ ดังนี้
- ปวดท้องอย่างรุนแรง (บริเวณชายโครงขวา)
- คลื่นไส้ อาเจียน อย่างต่อเนื่อง
- ไม่สามารถรับประทานอาหารได้
- เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล
- ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
- มีจุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
- หายใจลำบาก
- เหนื่อยล้า ซึมลง
- ความดันโลหิตไม่สม่ำเสมอ
- ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือช็อก อาจเสียชีวิตได้
3. ระยะฟื้นตัว (recovery phase)
หากผ่านระยะไข้สูงโดยไม่ได้เข้าสู่ระยะวิกฤต หรือพ้นจากระยะวิกฤต 1 - 2 วัน จะเป็นช่วงระยะฟื้นตัว โดยอาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น ร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ เป็นระยะที่ปลอดภัย มีสัญญาณ ดังนี้
- ไข้ลดลง
- ชีพจรเต้นปกติ
- สามารถปัสสาวะเองได้
- มีความอยากอาหารมากขึ้น
- มีผื่นเป็นวงสีขาวสากๆ ขึ้นตามร่างกาย