1. การรักษาภูมิแพ้แบบปรับภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้
การรักษาภูมิแพ้แบบปรับภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้ เป็นการรักษาสำหรับโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและการแพ้อาหาร โดยให้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ได้รับสารที่แพ้ทีละน้อยในระดับที่ปลอดภัย เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิที่เหมาะสม ซึ่งสามารถปรับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้แพ้น้อยลงได้
- ขั้นตอนการรักษาด้วยการปรับภูมิคุ้มกัน
หลังจากผู้ป่วยได้รับการตรวจแล้วว่าแพ้สารชนิดใด จะนำสารนั้นมาทำเป็นวัคซีน และให้กับผู้ป่วยทีละน้อย โดยวิธีการฉีดหรือ อมใต้ลิ้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิที่เหมาะสม และเมื่อผู้ป่วยสร้างภูมิที่ดีขึ้นแล้วก็จะทำให้การแพ้น้อยลง ถ้าเป็นการแพ้อาหารก็จะรักษาโดยให้รับประทานอาหารที่แพ้ทีละน้อย ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อให้เกิดภูมิที่ดี ส่งผลให้อาการแพ้น้อยลง - ข้อดีของการรักษาภูมิแพ้ด้วยการปรับภูมิคุ้มกัน
การปรับภูมิคุ้มกันเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยสร้างภูมิที่ดีขึ้นเองในร่างกาย เหมือนมีวัคซีนในร่างกาย ส่งผลให้ปฏิกิริยาการแพ้น้อยลง ซึ่งในระยะยาวเมื่อภูมิที่ดีเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น จนสามารถลดปริมาณยาแก้แพ้ที่ใช้ลงได้ บางรายอาจหยุดใช้ยาแก้แพ้ได้ในที่สุด
2. การรักษาภูมิแพ้ด้วยยาชีวโมเลกุล (Biologic drug)
การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นแผนการรักษาที่ใช้ยามุ่งเป้าไปที่กลไกจำเพาะที่ก่อให้เกิดอาการของโรคโดยตรง สามารถช่วยลดอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง
- วิธีการตรวจและรักษาด้วยยาชีวโมเลกุล
เริ่มจากการตรวจประเมินความรุนแรงของโรคโดยแพทย์ เพื่อจะวินิจฉัยและประเมินว่าการใช้ยาชีวโมเลกุลจะมีประโยชน์กับผู้ป่วยหรือไม่ ถ้าผลการประเมินพบว่าผู้ป่วยน่าจะตอบสนองดีกับยาชีวโมเลกุลก็จะเริ่มการรักษาโดยการให้ยา ซึ่งส่วนมากจะเป็นยาชนิดฉีด ซึ่งขนาดยาจะขึ้นกับชนิดของยาและอายุของผู้ป่วย ปัจจุบันยากลุ่มชีวโมเลกุลหลายชนิดได้รับอนุมัติให้สามารถใช้ในเด็กได้อย่างปลอดภัย - ข้อดีของการรักษาภูมิแพ้ด้วยยาชีวโมเลกุล
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่าลักษณะของโรคน่าจะตอบสนองได้ดีจากการให้ยาชีวโมเลกุล เมื่อได้รับการรักษาแล้วอาการของโรคจะดีขึ้น เพราะฤทธิ์ยาจะไปช่วยลดกลไกการอักเสบของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบหรือแพ้ การให้ยาที่ตอบสนองตรงกับกลไกของการเกิดโรค (targeted) จะส่งผลทำให้การรักษาโรคได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ป่วยที่มีอาการของโรครุนแรงและตอบสนองไม่ดีกับยาที่เคยใช้มา ก็จะสามารถตอบสนองได้ดีกับยาชีวโมเลกุลชนิดที่ตรงกับกลไกการเกิดโรคของผู้ป่วยนั้น ๆ ได้